สวัสดีค่ะ กุ้งเองนะคะ
หลายบ้านอยากสอน phonics ให้ลูกเอง แต่พอจะเริ่มจริงก็ติดคำถามเดิมๆ จะเริ่มจากตัวไหน ออกเสียงยังไงให้ถูก ต้องซื้อชุดการสอนโฟนิกส์ไหม หน้านี้กุ้งรวบรวมพื้นฐานที่พ่อแม่ทำเองที่บ้านได้ เรียงเป็นขั้นตอนไว้ให้ค่ะ
ถ้ายังไม่แน่ใจว่า phonics คืออะไร อ่าน Phonics คืออะไร อธิบายง่ายๆ สำหรับพ่อแม่ ก่อนได้เลยนะคะ หน้านี้จะพูดเฉพาะเรื่อง "สอนยังไง"

ก่อนลูกจะผสมเสียงจากตัวอักษรได้ ลูกต้องได้ยินเสียงย่อยในคำก่อน เช่น ได้ยินว่า sun ขึ้นต้นด้วยเสียง "ซ" หรือ cat กับ hat ลงท้ายเหมือนกัน ทักษะการฟังนี้ฝึกได้โดยยังไม่ต้องเห็นตัวอักษรเลยค่ะ
เกมฟังเสียงที่เล่นได้ทุกที่
ถ้าลูกยังเล่นเกมพวกนี้ไม่ค่อยได้ ไม่ต้องรีบไปถึงตัวอักษรนะคะ เล่นต่ออีกหน่อย ขั้นต่อไปจะง่ายขึ้นมาก
ตอนชี้ตัว s ให้พูดว่า "ซซซ" ไม่ใช่ "เอส" ตอนชี้ตัว m ให้พูด "มมม" ไม่ใช่ "เอ็ม" ชื่อตัวอักษรค่อยสอนทีหลังหรือแยกกันไปก็ได้ค่ะ เพราะเวลาอ่าน ลูกต้องใช้เสียง ไม่ได้ใช้ชื่อ
ข้อนี้พ่อแม่พลาดกันเยอะที่สุดค่ะ ถ้าเราออกเสียง t เป็น "เทอ" ลากยาว หรือ p เป็น "เพอ" พอลูกผสม t-a-p ก็จะได้ "เทอ-แอ-เพอ" ซึ่งรวมกันแล้วไม่เป็น tap

ตรงนี้แหละที่คำอ่านภาษาไทยช่วยได้ไม่หมด เพราะตัวอักษรไทยต้องมีสระประกอบเสมอ และหลายเสียงในภาษาอังกฤษไม่มีในภาษาไทย เช่น th, v, r วิธีที่ดีที่สุดคือฟังเสียงจริงของเจ้าของภาษาแล้วพูดตาม ใช้คำอ่านไทยแค่เตือนความจำค่ะ
ไม่จำเป็นต้องสอนครบ 26 ตัวก่อนแล้วค่อยอ่านค่ะ หลักสูตร phonics หลายแบบในอังกฤษเริ่มจากกลุ่มเสียงอย่าง s, a, t, p, i, n เพราะแค่ 6 เสียงนี้ก็ผสมเป็นคำได้หลายคำแล้ว เช่น
sat · pat · tap · nap · tin · pin · sit · tip · pan · nip
ลูกจะได้ความรู้สึก "หนูอ่านได้แล้ว!" ตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ความรู้สึกนี้สำคัญกว่าการรู้ครบทุกตัวมากค่ะ จากนั้นค่อยเพิ่มเสียงใหม่ทีละน้อย
ชี้ตัวอักษรทีละตัวแล้วออกเสียง จากนั้นพูดเสียงเดิมให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคำ
s ... a ... t → s.a.t → sat
ช่วงแรกแม่ทำให้ดูก่อน แล้วค่อยให้ลูกลองเอง ถ้าลูกผสมไม่ออก ให้ย้อนกลับไปเล่นเกมพูดแบบหุ่นยนต์ด้วยหูอีกรอบ ไม่ต้องกังวลค่ะ ขั้นนี้ใช้เวลาต่างกันมากในแต่ละบ้าน
กลับด้านกับขั้นที่ 4 แม่พูดคำ แล้วให้ลูกบอกว่ามีเสียงอะไรบ้าง เช่น pin มี p-i-n ลองให้ลูกนับเสียงด้วยนิ้ว 1 เสียง 1 นิ้ว แล้วค่อยเขียนหรือหยิบบัตรตัวอักษรมาเรียง การอ่านกับการเขียนไปด้วยกันจะช่วยให้ลูกจำได้แน่นขึ้นค่ะ
หนังสือนิทานทั่วไปมีคำที่ลูกยังผสมเสียงไม่ได้เยอะมาก ลูกจะเดาจากรูปแทนการอ่าน ช่วงที่ฝึก phonics ให้หาหนังสือหรือประโยคที่ใช้เฉพาะเสียงที่ลูกเรียนแล้ว (ภาษาอังกฤษเรียกว่า decodable books) ลูกจะได้ใช้สิ่งที่เรียนจริงๆ ส่วนนิทานเล่มโปรดก็อ่านให้ฟังต่อไปตามปกตินะคะ คนละจุดประสงค์กัน
คำอย่าง the, I, to, said ผสมเสียงตามกฎแล้วไม่ตรง จึงต้องจำเป็นคำๆ ค่ะ ไม่ต้องสอนทีเดียวเป็นสิบคำ เติมเมื่อเจอในประโยคที่ลูกกำลังอ่าน ทีละ 2–3 คำก็พอ
สั้นๆ แต่บ่อย ดีกว่านานๆ ครั้งค่ะ ฝึกจนลูกยังสนุกอยู่แล้วหยุด ดีกว่าฝึกจนลูกเบื่อ กุ้งยึดหลักเดียวกับทุกเรื่องที่สอนลูก คือความสุขของลูกและคนในบ้านมาก่อน อะไรที่ตึงไปเดี๋ยวก็ขาดค่ะ ถ้าวันไหนลูกไม่อยากเล่น ข้ามไปก่อนได้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
ถ้าอยากได้ชุดสำเร็จมาช่วย กุ้งแนะนำให้ดูข้อเหล่านี้ค่ะ
ตอนนี้กุ้งกำลังเตรียมชุด Phonics ฝึกอ่าน 10 เล่ม ที่ทำตามหลักข้างบนนี้ทุกข้อ ยังไม่เปิดขายนะคะ ถ้าสนใจ แอด LINE ไว้ในหน้านั้นได้เลย เปิดเมื่อไหร่จะแจ้งค่ะ
phonics ช่วยให้ลูกอ่านคำออกเสียงได้ แต่ถ้าลูกไม่เคยได้ยินคำนั้นเลย อ่านออกมาแล้วก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ลูกที่ได้ยินคำว่า cup, dog, sun ทุกวัน พออ่านออกมาได้ก็จะ "อ๋อ!" ทันที
ทางที่ง่ายที่สุดคือพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษสั้นๆ กับลูกในกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน กุ้งทำ คู่มือปั้นครอบครัว 2 ภาษา ไว้สำหรับพ่อแม่ที่อยากเริ่มตรงนี้ค่ะ มี Web App ให้ค้นประโยคแล้วฟังเสียง 2 สำเนียง US/UK ได้ทันทีบนมือถือ ทุกประโยคตรวจโดยอาจารย์เจ้าของภาษา พ่อแม่ไม่ต้องเดาว่าออกเสียงถูกไหม
วันนี้ลองเล่น I spy กับลูกสักรอบดูนะคะ แค่ใช้เสียงแรกแทนชื่อตัวอักษร ก็เริ่ม phonics แล้วค่ะ