QR-Code
สแกนคิวอาร์โค๊ดด้านบนหรือ
คลิ๊กปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ
เพิ่มเพื่อน
ปิด
บทความ
รายการบทความล่าสุด คลิ๊กที่นี่ หากต้องการดูทั้งหมด
สอน phonics

สอน phonics ให้ลูกเองที่บ้าน เริ่มยังไง ทีละขั้น

สวัสดีค่ะ กุ้งเองนะคะ

หลายบ้านอยากสอน phonics ให้ลูกเอง แต่พอจะเริ่มจริงก็ติดคำถามเดิมๆ จะเริ่มจากตัวไหน ออกเสียงยังไงให้ถูก ต้องซื้อชุดการสอนโฟนิกส์ไหม หน้านี้กุ้งรวบรวมพื้นฐานที่พ่อแม่ทำเองที่บ้านได้ เรียงเป็นขั้นตอนไว้ให้ค่ะ

ถ้ายังไม่แน่ใจว่า phonics คืออะไร อ่าน Phonics คืออะไร อธิบายง่ายๆ สำหรับพ่อแม่ ก่อนได้เลยนะคะ หน้านี้จะพูดเฉพาะเรื่อง "สอนยังไง"

สอน phonics ให้ลูก ทีละขั้น 7 ขั้น สอนเสียง ออกเสียงสั้น s a t p i n ผสมเสียง แยกเสียง decodable คำที่ต้องจำ

ก่อนเริ่ม: phonics พื้นฐานเริ่มที่หู ไม่ใช่ที่ตัวอักษร

ก่อนลูกจะผสมเสียงจากตัวอักษรได้ ลูกต้องได้ยินเสียงย่อยในคำก่อน เช่น ได้ยินว่า sun ขึ้นต้นด้วยเสียง "ซ" หรือ cat กับ hat ลงท้ายเหมือนกัน ทักษะการฟังนี้ฝึกได้โดยยังไม่ต้องเห็นตัวอักษรเลยค่ะ

เกมฟังเสียงที่เล่นได้ทุกที่

  • I spy แทนที่จะบอกชื่อตัวอักษร ให้บอกเสียงแรก "I spy something that starts with ซซซ" แล้วให้ลูกหาของรอบตัว (sock, sofa, spoon)
  • คำคล้องจอง พูด cat, hat, bat แล้วถามว่าคำไหนไม่เข้าพวก เมื่อพูด cat, hat, dog
  • พูดแบบหุ่นยนต์ แม่พูดทีละเสียง "ด-อ-ก" แล้วให้ลูกตอบว่าคือคำอะไร (dog) เกมนี้คือการผสมเสียงแบบใช้หูล้วนๆ

ถ้าลูกยังเล่นเกมพวกนี้ไม่ค่อยได้ ไม่ต้องรีบไปถึงตัวอักษรนะคะ เล่นต่ออีกหน่อย ขั้นต่อไปจะง่ายขึ้นมาก

ขั้นที่ 1 สอนเสียง ไม่ใช่ชื่อตัวอักษร

ตอนชี้ตัว s ให้พูดว่า "ซซซ" ไม่ใช่ "เอส" ตอนชี้ตัว m ให้พูด "มมม" ไม่ใช่ "เอ็ม" ชื่อตัวอักษรค่อยสอนทีหลังหรือแยกกันไปก็ได้ค่ะ เพราะเวลาอ่าน ลูกต้องใช้เสียง ไม่ได้ใช้ชื่อ

ขั้นที่ 2 ออกเสียงให้สั้นและสะอาด

ข้อนี้พ่อแม่พลาดกันเยอะที่สุดค่ะ ถ้าเราออกเสียง t เป็น "เทอ" ลากยาว หรือ p เป็น "เพอ" พอลูกผสม t-a-p ก็จะได้ "เทอ-แอ-เพอ" ซึ่งรวมกันแล้วไม่เป็น tap

  • เสียงที่ลากได้ เช่น s, m, n, f, l ให้ลากยาวได้เลย "ซซซ" "มมม" "นนน" โดยไม่มีสระต่อท้าย
  • เสียงที่ลากไม่ได้ เช่น t, p, k, b, d, g ให้ออกสั้นที่สุด เหมือนแค่ปล่อยลมออกมานิดเดียว อย่าลากสระ "เออ" ยาวๆ ตามหลัง

phonics พื้นฐาน ออกเสียงให้สั้นและสะอาด เสียงที่ลากได้ s m n f l เสียงที่ลากไม่ได้ t p k b d g ตัวอย่าง t-a-p เป็น tap

ตรงนี้แหละที่คำอ่านภาษาไทยช่วยได้ไม่หมด เพราะตัวอักษรไทยต้องมีสระประกอบเสมอ และหลายเสียงในภาษาอังกฤษไม่มีในภาษาไทย เช่น th, v, r วิธีที่ดีที่สุดคือฟังเสียงจริงของเจ้าของภาษาแล้วพูดตาม ใช้คำอ่านไทยแค่เตือนความจำค่ะ

ขั้นที่ 3 เริ่มจากเสียงไม่กี่ตัวที่ผสมเป็นคำได้ทันที

ไม่จำเป็นต้องสอนครบ 26 ตัวก่อนแล้วค่อยอ่านค่ะ หลักสูตร phonics หลายแบบในอังกฤษเริ่มจากกลุ่มเสียงอย่าง s, a, t, p, i, n เพราะแค่ 6 เสียงนี้ก็ผสมเป็นคำได้หลายคำแล้ว เช่น

sat · pat · tap · nap · tin · pin · sit · tip · pan · nip

ลูกจะได้ความรู้สึก "หนูอ่านได้แล้ว!" ตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ความรู้สึกนี้สำคัญกว่าการรู้ครบทุกตัวมากค่ะ จากนั้นค่อยเพิ่มเสียงใหม่ทีละน้อย

ขั้นที่ 4 ฝึกผสมเสียง (blending)

ชี้ตัวอักษรทีละตัวแล้วออกเสียง จากนั้นพูดเสียงเดิมให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคำ

s ... a ... t → s.a.t → sat

ช่วงแรกแม่ทำให้ดูก่อน แล้วค่อยให้ลูกลองเอง ถ้าลูกผสมไม่ออก ให้ย้อนกลับไปเล่นเกมพูดแบบหุ่นยนต์ด้วยหูอีกรอบ ไม่ต้องกังวลค่ะ ขั้นนี้ใช้เวลาต่างกันมากในแต่ละบ้าน

ขั้นที่ 5 แยกเสียงเพื่อเขียน (segmenting)

กลับด้านกับขั้นที่ 4 แม่พูดคำ แล้วให้ลูกบอกว่ามีเสียงอะไรบ้าง เช่น pin มี p-i-n ลองให้ลูกนับเสียงด้วยนิ้ว 1 เสียง 1 นิ้ว แล้วค่อยเขียนหรือหยิบบัตรตัวอักษรมาเรียง การอ่านกับการเขียนไปด้วยกันจะช่วยให้ลูกจำได้แน่นขึ้นค่ะ

ขั้นที่ 6 อ่านหนังสือที่ "อ่านออกได้จริง"

หนังสือนิทานทั่วไปมีคำที่ลูกยังผสมเสียงไม่ได้เยอะมาก ลูกจะเดาจากรูปแทนการอ่าน ช่วงที่ฝึก phonics ให้หาหนังสือหรือประโยคที่ใช้เฉพาะเสียงที่ลูกเรียนแล้ว (ภาษาอังกฤษเรียกว่า decodable books) ลูกจะได้ใช้สิ่งที่เรียนจริงๆ ส่วนนิทานเล่มโปรดก็อ่านให้ฟังต่อไปตามปกตินะคะ คนละจุดประสงค์กัน

ขั้นที่ 7 คำที่ต้องจำ ค่อยๆ เติมทีละไม่กี่คำ

คำอย่าง the, I, to, said ผสมเสียงตามกฎแล้วไม่ตรง จึงต้องจำเป็นคำๆ ค่ะ ไม่ต้องสอนทีเดียวเป็นสิบคำ เติมเมื่อเจอในประโยคที่ลูกกำลังอ่าน ทีละ 2–3 คำก็พอ

สอนแค่ไหนต่อวัน

สั้นๆ แต่บ่อย ดีกว่านานๆ ครั้งค่ะ ฝึกจนลูกยังสนุกอยู่แล้วหยุด ดีกว่าฝึกจนลูกเบื่อ กุ้งยึดหลักเดียวกับทุกเรื่องที่สอนลูก คือความสุขของลูกและคนในบ้านมาก่อน อะไรที่ตึงไปเดี๋ยวก็ขาดค่ะ ถ้าวันไหนลูกไม่อยากเล่น ข้ามไปก่อนได้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • ลากสระยาวท้ายเสียง t เป็น "เทอ" p เป็น "เพอ" (ดูขั้นที่ 2)
  • สอนชื่อกับเสียงปนกัน ชี้ตัว a แล้วบางทีพูด "เอ" บางทีพูด "แอ" ลูกจะงงว่าตกลงอ่านว่าอะไร
  • ใช้คำอ่านไทยแทนเสียงจริง เสียงที่ไม่มีในภาษาไทยจะเพี้ยนติดตัวไป
  • รีบไปเร็วเกิน เพิ่มเสียงใหม่ทั้งที่เสียงเก่ายังไม่คล่อง
  • ทำให้กลายเป็นการสอบ ถามทดสอบทุกคำจนลูกเครียด

ชุดการสอนโฟนิกส์ เลือกยังไง

ถ้าอยากได้ชุดสำเร็จมาช่วย กุ้งแนะนำให้ดูข้อเหล่านี้ค่ะ

  • มีเสียงจริงของเจ้าของภาษาให้ฟังทุกเสียง ไม่ใช่มีแค่คำอ่านภาษาไทย
  • เรียงเสียงจากง่ายไปยาก และบอกชัดว่าเล่มไหน/บทไหนสอนเสียงอะไร
  • มีแบบฝึกผสมเสียงเป็นคำ ไม่ใช่แค่ท่องเสียงทีละตัว
  • มีประโยคหรือนิทานที่อ่านออกได้ด้วยเสียงที่เรียนแล้ว
  • มีคำอธิบายภาษาไทยให้พ่อแม่ เพราะคนที่นั่งสอนคือเรา

ตอนนี้กุ้งกำลังเตรียมชุด Phonics ฝึกอ่าน 10 เล่ม ที่ทำตามหลักข้างบนนี้ทุกข้อ ยังไม่เปิดขายนะคะ ถ้าสนใจ แอด LINE ไว้ในหน้านั้นได้เลย เปิดเมื่อไหร่จะแจ้งค่ะ

ลูกอ่านออกแล้ว แต่จะเข้าใจ ต้องเคยได้ยินคำนั้นมาก่อน

คู่มือปั้นครอบครัว 2 ภาษา และ Web App ฟังเสียงประโยคบนมือถือ

phonics ช่วยให้ลูกอ่านคำออกเสียงได้ แต่ถ้าลูกไม่เคยได้ยินคำนั้นเลย อ่านออกมาแล้วก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ลูกที่ได้ยินคำว่า cup, dog, sun ทุกวัน พออ่านออกมาได้ก็จะ "อ๋อ!" ทันที

ทางที่ง่ายที่สุดคือพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษสั้นๆ กับลูกในกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน กุ้งทำ คู่มือปั้นครอบครัว 2 ภาษา ไว้สำหรับพ่อแม่ที่อยากเริ่มตรงนี้ค่ะ มี Web App ให้ค้นประโยคแล้วฟังเสียง 2 สำเนียง US/UK ได้ทันทีบนมือถือ ทุกประโยคตรวจโดยอาจารย์เจ้าของภาษา พ่อแม่ไม่ต้องเดาว่าออกเสียงถูกไหม

วันนี้ลองเล่น I spy กับลูกสักรอบดูนะคะ แค่ใช้เสียงแรกแทนชื่อตัวอักษร ก็เริ่ม phonics แล้วค่ะ